เริ่มต้นธุรกิจ SMEs
เขาเริ่มต้นธุรกิจ SMEs กันอย่างไร ?
SMEs ของไทยเรา จะครอบคลุมกิจการการค้า การผลิต และการบริการทุกประเภท โยงใยเป็นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็จะมีส่วนสำคัญและสัมพันธ์กับ SMEs แทบทั้งสิ้น ท่านที่คิดจะทำธุรกิจ อาจจะยังไม่ทราบว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร ?
คุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบการ
เมื่อจะทำธุรกิจ เราต้องพิจารณาดูตัวเองก่อนว่า เรามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นเจ้าของกิจการที่ดีหรือไม่ ซึ่งผู้ที่จะทำธุรกิจนั้น จะต้องมีคุณสมบัติอยู่หลายประการ เช่น
-มีเป้าหมายในชีวิต และเป็นนักแก้ปัญหา
-มีความพยายาม เพราะความพยายามเป็นทางแห่งความสำเร็จ ต้องมีความอดทนสูงต่อภาวะกดดันรอบข้างที่
เกิดขึ้น
-มีความคิดสร้างสรรค์ คนที่คิดและพัฒนาสินค้าได้เร็วจะสามารถพัฒนาการตลาดได้ก่อนคนอื่น ความคิดสร้างสรรเป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุกิจเนื่องจากสินค้าบางอย่างในประเทศไทยมีผู้ผลิตซ้ำกันมาก ดังนั้นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรจึงมีโอกาสชนะคู่แข่งได้ง่าย และทำให้ผู้ค้าได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
-ต้องมีประสบการณ์ เคยมีคำกล่าวว่า “ถ้าไม่มีการเริ่มต้นก็จะไม่มีครั้งต่อไป” แต่การที่จะเป็นผู้ประกอบนั้นถ้าผู้ใดมีประสบการณ์จะถือว่าได้เปรียบผู้ประกอบการอื่น เนื่องจากผู้ที่มีประสบการณ์จะรู้ถึงปัญหา วิธีการทำตลาด และวิธีการผลิตที่จะทำให้สินค้ามีคุณภาพ ในกรณีที่เป็นกิจการใหม่ถ้าผู้ประกอบการไม่มีประสบการณ์จะต้องหาทีมเข้ามาช่วยเพื่อทำให้กิจการสามารถเดินไปได้อย่างรวดเร็ว
-ต้องมีทุน การจะเป็นผู้ประกอบการนั้น จะต้องมีทุนของตัวเองอย่างน้อย 50% ของเงินลงทุน ส่วนที่เหลืออีก 50% อาจจะหามาจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ถ้าเป็นกรณีที่ต้องมีการกู้ยืมเงินเมื่อยืมมาแล้วไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม “สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดคือการหนีหนี้”
- ต้องเริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆ และเงินหรือสินทรพย์ในกิจการต้องใช้ประโยชน์ในกิจการของตัวเองเท่านั้น
-ต้องทำโครงการออกมาเป็นระบบ วางแผนลดการเสี่ยงและพิจารณาดูว่าธุรกิจของเรานั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด พยามยามวางแผนให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด ต้องมองเหตุการณ์ให้ไกลๆ
-ไปฝึกอบรมบ่อยๆ เพื่อศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
-เน้นหาทีมงานที่มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร
- ต้อนรับลูกค้าดุจญาติมิตร และคุยกับลูกค้าด้วยสายตาที่เป็นมิตร
ขั้นตอนเริ่มต้นประกอบธุรกิจ SMEs
ศึกษาแผนธุรกิจ
ในขั้นแรกนี้ เราต้องศึกษาดูว่าเมื่อเริ่มต้นบริหารธุรกิจ เราจะสามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร มีการขยายธุรกิจใหม่ได้ และสามารถหาผู้ร่วมทุนได้ เช่นเราสามารถขยายกิจการของเราเป็นธุรกิจแฟรนไชน์ได้ ซึ่งธุรกิจประเภทนี้สามารถทำได้ง่าย เช่น ชายสี่หมี่เกี๊ยว ก๋วยเตี๋ยวพริกกะเหรี่ยง ไก่ย่างจีรพันธ์ แหนมดอนเมือง ฯลฯ ซึ่งธุรกิจประเภทนี้สามารถทำได้ทั้งแนวดิ่งและแนวราบ หมายความว่าทำธุรกิจประเภทเดียวกันแต่สามารถแตกไลน์ออกไปเป็นอย่างอื่นได้อีก
เมื่อเราแตกหน่อธุรกิจออกไปมากๆ เราก็จะประสบปัญหาด้านการบริหาร จึงควรหาที่ปรึกษามาช่วย เมื่อที่ปรึกษามาช่วยทำให้โรงงานหรือธุรกิจของท่านดีขึ้นแล้วเราก็สามารถมีเงินทุนรองรับ และจ้างที่ปรึกษาต่อได้อีก ต่อจากนั้นก็สามารถพัฒนาพนักงานให้มีคุณภาพต่อไปได้อีกด้วย มาถึงตรงนี้จะสามารถทำให้ธุรกิจของเราขยายได้
การวางแผนเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก็คือดูว่าขณะนี้เราอยู่จุดไหน และเมื่อหาคำตอบได้แล้วเราก็ต้องถามตัวเองต่อว่าเราจะไปไหน จะไปทำอะไร และจะไปอย่างไร เราจะทำธุรกิจนั้นได้อย่างไร จะกระจายสินค้าไปสู่ตลาดได้อย่างไร และมีวิธีการที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ความจริงการทำธุรกิจนั้น สามารถทำได้หลายทาง แต่เราต้องดูว่าเราทำไปแล้วเราคุ้มหรือไม่ และศึกษาหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
หาความเป็นไปได้ทางการตลาด
- การทำซ้ำ สินค้าอะไรก็ตามที่ทำซ้ำสินค้าเก่า คุณภาพจะดีขึ้นเนื่องจากมีการรู้ถูกรู้ผิดไปแล้วหนึ่งถึงสองครั้ง แต่ต้องพยายามทำการพัฒนาสินค้าตัวนั้นไปด้วย เพราะหากทำซ้ำอยู่ที่เดิมนานๆ อาจจะล่าช้ากว่าคู่แข่งได้
- การขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นของใหม่มากขึ้น และใหญ่ขึ้น เพื่อกระจายตลาดและเข้าร่วมในส่วนแบ่งการตลาดของตลาดใหม่
- การย่อให้เล็กลง สินค้าบางอย่างต้องดูว่าจะทำให้ใหญ่ขึ้น หรือเล็กลง จึงจะเหมาะสมและเป็นที่ต้องการของการตลาดมากกว่ากัน
- นำไปใช้กับงานอื่น สินค้าที่ผลิตจะต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นได้ด้วย
- ขจัดส่วนเกิน โดยควรตัดผลหรือส่วนของการผลิตที่เกินออกที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ออกจากกระบวนการผลิต เนื่องจากจะทำให้เสียเวลาและสิ้นเปลืองต้นทุน
- นำไปจัดใหม่ สินค้าบางอย่างเมื่อรับเข้ามาแล้วอาจจะต้องนำไปจัดหรือดัดแปลงใหม่ เพื่อให้เกิดความสวยงามและสะดวกต่อผู้บริโภค เช่น พวกกลุ่มสินค้าฟ้าสต์ฟู้ดที่มาจากกต่างประเทศ
- สินค้าที่เกี่ยวกับการศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ และสินค้าที่เป็นเรื่องของพลังงาน หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน สินค้าพวกนี้จะเป็นตัวที่เข้ามามีอิทธิพลมากในตลาด
-สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นสินค้าประเภทอำนวยความสะดวก ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มที่ดีต่อไปในอนาคต
เราจะต้องมองให้ออกว่าตลาดที่เราจะขายนั้น เราจะขายให้ใคร และตอบคำถามตัวเองด้วยว่าคนที่ซื้อของเราไปนั้น เขาจะซื้อของเราไปทำไม และของเราดีอย่างไร ?
สินค้าต้องดีและมีคุณภาพ
ตัวอย่างของสินค้าคนไทยที่คนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดีก็คือ ข้าวหอมมะลิ และเครื่องดื่มกระทิงแดง ทำให้คนทั่วโลกเห็นภาพว่าคนไทยเป็นคนอดทน ดังนั้นเมื่อเราจะทำสินค้าของเราเองให้ดีก็จะประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้
-วัตถุดิบดี ต้องดี และสามารถหาได้ในท้องถิ่น ผู้ประกอบการต้องใช้ให้เป็น
-ผู้ผลิตต้องชำนาญกับวัตถุดิบและเครื่องมือการผลิตเป็นอย่างดี
การเดินทางของธุรกิจ
แผนภูมิแสดงการเติบโตของธุรกิจ
ระยะที่ 1 เมื่อเราเริ่มผลิตสินค้าใหม่
เป็นการเปิดตลาดใหม่และแนะนำสินค้าตัวใหม่ ซึ่งอาจจะได้รับการตอบรับด้วยดี และไม่ดี ถ้าการตอบรับไม่ดีอาจมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงยากของคนไทย
ระยะที่ 2 ตลาดเริ่มรู้จักและเริ่มขายดี
ช่วงนี้ต้องคิดเปลี่ยนสินค้าให้เป็นแบบใหม่ เพราะฉะนั้นสินค้าท่านจะตายไปจากตลาด แต่ก็จะมีปัญหาอยู่บ้าง เช่น
-ผู้บริโภคไม่คุ้นเคย ผลิตภัณฑ์ใหม่บริสุทธิ์ ไม่มีใครเคยทำ จะทำให้เปลี่ยนนิสัยผู้บริโภคให้มารับของใหม่ได้ยาก เช่น สินค้าใหม่ที่กำลังมาแรงอยู่ในประเทศไทยเราในขณะนี้คือ สินค้าระบบ BIO TECNOLOGY สินค้าประเภทนี้ทำให้คนบางกลุ่มที่ไม่เข้าใจเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะซื้อมาบริโภค
-บางครั้งสินค้าที่เป็นของเก่ามาจากที่อื่นอาจจะเป็นของใหม่ในท้องที่ หรือในตลาดที่เรา กำลังทำอยู่ ดังนั้นเราจึงสามารถนำสินค้าเหล่านี้มาเปิดตลาดใหม่ในตลาดท้องถิ่นได้ แต่ก็จะเกิดปัญหาในเรื่องการทำให้คนในท้องถิ่นยอมรับในสินค้าตัวนั้น
สาเหตุที่ต้องมีผลิตภัณฑ์ใหม่
การที่เราทำธุรกิจและต้องผลิตผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใหม่ออกมาเรื่อยๆ ก็เนื่องจาก
-เพื่อความเติบโตทางธุรกิจ
-เพื่อความเป็นผู้นำ
-เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค
-เพื่อขยายกิจการแนวใหม่
-เพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อต่อ 1 ครั้งของผู้บริโภค (รักษาลูกค้าเอาไว้กับเรานานๆ )
แหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ใหม่
สำหรับข้อมูลที่จะทำให้เราทราบว่า เราควรจะผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาในรูปแบบใด
-หน่วยงานวิจัยในองค์กร
-ใช้โอกาสจากการไปดูงานในที่ต่างๆ
-คำติชมจากลูกค้า
-คู่แข่งขัน เมื่อคู่แข่งออกสินค้าตัวใหม่มา เราต้องพัฒนาให้ล้ำหน้าคู่แข่ง
-สินค้าที่นิยมบริโภคในท้องถิ่นนั้นๆ
-สินค้านำเข้าส่งออกระหว่างประเทศ
-นิตยสาร , วารสาร , หนังสือพิมพ์
-งานนิทรรศการ
-วัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีมากจนบางครั้งมองว่าไม่มีค่า
ทำไมผลิตภัณฑ์ใหม่จึงล้มเหลว
เมื่อเราออกผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสู่ตลาดใหม่แล้ว โอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ น่าจะมีสาเหตุมาจาก
-วิเคราะห์ตลาดไม่เพียงพอ
-ขาดประสบการณ์ ดังนั้นจึงต้องศึกษาตลาดและตัวอย่างจากบริษัทอื่นที่ไม่ประสบความสำเร็จ
-นำสินค้าออกวางตลาดผิดช่วง หรือผิดฤดูกาล
-โฆษณา/ประชาสัมพันธ์ไปถึงผู้บริโภคผิดกลุ่มเป้าหมาย
-กลุ่มเป้าหมายไม่เข้าใจความหมายและคอนเซ็ปต์ในตัวสินค้า อาจเนื่องมาจากใช้คำที่ยากเกินกว่าความเข้าใจของผู้บริโภค
-ชื่อเสียงของบริษัทไม่ดีหรือมีภาพจน์เสียหาย
-ร้านค้าไม่สนับสนุนหรือไม่เชียร์
-มีจุดอ่อนในระบบการจัดจำหน่าย ไม่มีการตรวจสอบพื้นที่
-สินค้ามีข้อบกพร่อง
-คู่แข่งทางการตลาดต่อต้าน
-แนวโน้มตลาดกำลังเปลี่ยนหรือตกต่ำ
-มีข้อขัดแย้งกับสื่อมวลชน
-ขัดแย้งกับประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่น
SMEs จำเป็นต้องทำโครงการ
การที่ผู้ประกอบการ SMEs จะประสบความสำเร็จนั้น จะต้องมีการเขียนโครงการขึ้นมา เพื่อใช้ประกอบการบริหารธุรกิจ หรือถ้าจำเป็นต้องมีการกู้ยืมเงินลงทุนจากแหล่งเงินทุน ตัวโครงการนี้จะช่วยทำให้ท่านสามารถกู้ยืมเงินได้ง่ายขึ้นเนื่องจากโครงการจะเป็นตัวที่แสดงให้เห็นว่าท่านมีการทำงานเป็นระบบ และจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการบริหารธุรกิจได้
ข้อกำหนดการทำโครงการ
ประกอบด้วย
-มีวัตถุประสงค์
-มีเวลาทำงาน
-มีกำนดระยะเวลาที่แน่นอนที่จะบรรลุวัตถุประสงค์
การทำโครงการที่ดี
ต้องไม่เป็นโครงการที่เพ้อฝัน
ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของทรัพยากรที่มีอยู่หรือที่จะหามาได้
ต้องกำหนดแน่ชัดและกำหนดเป็นตัวเลขได้
ต้องไม่มีวัตถุประสงค์มากเกินไป
ระยะของโครงการ
ประกอบด้วยระยะต่างๆ ดังนี้
-ระยะเตรียมการลงทุน เป็นระยะก่อนการลงทุน นำข้อมูลมาคิด เขียน และตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ
-ระยะบริหารโครงการ หรือหาเงินทุนในการบริหารโครงการ
-ระยะทำการผลิตให้ออกมาเป็นสินค้า
สมมุติว่ามีเงิน 1 ก้อน สิ่งที่เราจะต้องจ่ายเป็นต้นทุนก็คือ
1.ที่ดิน 2. ค่าก่อสร้าง 3. ค่าวัตถุดิบ 4. ค่าแรงพนักงาน 5. ค่าโฆษณา 6. ค่าบริหารสำนักงาน 7.ค่ารับรอง / เอ็นเตอร์เทน 8. ค่าโสหุ้ย ฯ เพราะฉะนั้นท่านจะต้องผลิตและขายสินค้าให้ได้ถึงระยะคุ้มทุนเนื่องจาก ในสินค้า 1 ตัวเมื่อผลิตออกมาแล้วจะมีระยะเวลาคุ้มทุนของมันเองอยู่ เช่น เมื่อเราผลิต 10 ชิ้นอาจจะยังไม่คุ้มทุน แต่จุดคุ้มทุนอาจจะอยู่ที่ 15 ชิ้น
คำถามที่ผู้เขียนโครงการจะถูกถามเมื่อทำเรื่องกู้
จะกู้เท่าไหร่ = ต้องตอบให้ชัดเจนแน่นอน
เงินจำนวนที่กู้ไปนี้คุณจะขายสินค้าได้เท่าไหร่ = ยอดขายปีแรกต้องมากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินลงทุน
คุณมีกำไรหรือไม่ = ต้องตอบว่ามีกำไรพร้อมจ่ายดอกเบี้ย
ก่อนหน้านี้คุณทำอะไรมา = ให้ตอบประสบการณ์ที่เคยทำมาอย่างชัดเจน
ท่านต้องตอบคำถามพวกนี้ให้ได้อย่างฉะฉานเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารหรือผู้ให้กู้ และเมื่อท่านกู้เงินได้แล้ว สิ่งที่ท่านจะต้องทำต่อไปก็คือการตั้งใจบริหารธุรกิจตามระบบของโครงการที่ตั้งไว้อย่างเต็มที่ เริ่มต้นเพียงเท่านี้ท่านก็จะเป็น SMEs ที่สามารถสร้างงาน กระจายรายได้ และช่วย ประหยัดเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากมีการผลิตภายในเพื่อทดแทนการนำเข้า และจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป.
ที่มา : สรุปจากการบรรยายของ คุณมาณพ ชิวธนาสุนทร ผู้เชี่ยวชาญกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในงาน SMEs แฟร์ 14 สิงหาคม 2543
--วารสารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2544--
SMEs ของไทยเรา จะครอบคลุมกิจการการค้า การผลิต และการบริการทุกประเภท โยงใยเป็นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็จะมีส่วนสำคัญและสัมพันธ์กับ SMEs แทบทั้งสิ้น ท่านที่คิดจะทำธุรกิจ อาจจะยังไม่ทราบว่าควรจะเริ่มต้นอย่างไร ?
คุณสมบัติของการเป็นผู้ประกอบการ
เมื่อจะทำธุรกิจ เราต้องพิจารณาดูตัวเองก่อนว่า เรามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นเจ้าของกิจการที่ดีหรือไม่ ซึ่งผู้ที่จะทำธุรกิจนั้น จะต้องมีคุณสมบัติอยู่หลายประการ เช่น
-มีเป้าหมายในชีวิต และเป็นนักแก้ปัญหา
-มีความพยายาม เพราะความพยายามเป็นทางแห่งความสำเร็จ ต้องมีความอดทนสูงต่อภาวะกดดันรอบข้างที่
เกิดขึ้น
-มีความคิดสร้างสรรค์ คนที่คิดและพัฒนาสินค้าได้เร็วจะสามารถพัฒนาการตลาดได้ก่อนคนอื่น ความคิดสร้างสรรเป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุกิจเนื่องจากสินค้าบางอย่างในประเทศไทยมีผู้ผลิตซ้ำกันมาก ดังนั้นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรจึงมีโอกาสชนะคู่แข่งได้ง่าย และทำให้ผู้ค้าได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
-ต้องมีประสบการณ์ เคยมีคำกล่าวว่า “ถ้าไม่มีการเริ่มต้นก็จะไม่มีครั้งต่อไป” แต่การที่จะเป็นผู้ประกอบนั้นถ้าผู้ใดมีประสบการณ์จะถือว่าได้เปรียบผู้ประกอบการอื่น เนื่องจากผู้ที่มีประสบการณ์จะรู้ถึงปัญหา วิธีการทำตลาด และวิธีการผลิตที่จะทำให้สินค้ามีคุณภาพ ในกรณีที่เป็นกิจการใหม่ถ้าผู้ประกอบการไม่มีประสบการณ์จะต้องหาทีมเข้ามาช่วยเพื่อทำให้กิจการสามารถเดินไปได้อย่างรวดเร็ว
-ต้องมีทุน การจะเป็นผู้ประกอบการนั้น จะต้องมีทุนของตัวเองอย่างน้อย 50% ของเงินลงทุน ส่วนที่เหลืออีก 50% อาจจะหามาจากแหล่งเงินกู้ต่างๆ ถ้าเป็นกรณีที่ต้องมีการกู้ยืมเงินเมื่อยืมมาแล้วไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม “สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดคือการหนีหนี้”
- ต้องเริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆ และเงินหรือสินทรพย์ในกิจการต้องใช้ประโยชน์ในกิจการของตัวเองเท่านั้น
-ต้องทำโครงการออกมาเป็นระบบ วางแผนลดการเสี่ยงและพิจารณาดูว่าธุรกิจของเรานั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด พยามยามวางแผนให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด ต้องมองเหตุการณ์ให้ไกลๆ
-ไปฝึกอบรมบ่อยๆ เพื่อศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ
-เน้นหาทีมงานที่มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร
- ต้อนรับลูกค้าดุจญาติมิตร และคุยกับลูกค้าด้วยสายตาที่เป็นมิตร
ขั้นตอนเริ่มต้นประกอบธุรกิจ SMEs
ศึกษาแผนธุรกิจ
ในขั้นแรกนี้ เราต้องศึกษาดูว่าเมื่อเริ่มต้นบริหารธุรกิจ เราจะสามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร มีการขยายธุรกิจใหม่ได้ และสามารถหาผู้ร่วมทุนได้ เช่นเราสามารถขยายกิจการของเราเป็นธุรกิจแฟรนไชน์ได้ ซึ่งธุรกิจประเภทนี้สามารถทำได้ง่าย เช่น ชายสี่หมี่เกี๊ยว ก๋วยเตี๋ยวพริกกะเหรี่ยง ไก่ย่างจีรพันธ์ แหนมดอนเมือง ฯลฯ ซึ่งธุรกิจประเภทนี้สามารถทำได้ทั้งแนวดิ่งและแนวราบ หมายความว่าทำธุรกิจประเภทเดียวกันแต่สามารถแตกไลน์ออกไปเป็นอย่างอื่นได้อีก
เมื่อเราแตกหน่อธุรกิจออกไปมากๆ เราก็จะประสบปัญหาด้านการบริหาร จึงควรหาที่ปรึกษามาช่วย เมื่อที่ปรึกษามาช่วยทำให้โรงงานหรือธุรกิจของท่านดีขึ้นแล้วเราก็สามารถมีเงินทุนรองรับ และจ้างที่ปรึกษาต่อได้อีก ต่อจากนั้นก็สามารถพัฒนาพนักงานให้มีคุณภาพต่อไปได้อีกด้วย มาถึงตรงนี้จะสามารถทำให้ธุรกิจของเราขยายได้
การวางแผนเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาก็คือดูว่าขณะนี้เราอยู่จุดไหน และเมื่อหาคำตอบได้แล้วเราก็ต้องถามตัวเองต่อว่าเราจะไปไหน จะไปทำอะไร และจะไปอย่างไร เราจะทำธุรกิจนั้นได้อย่างไร จะกระจายสินค้าไปสู่ตลาดได้อย่างไร และมีวิธีการที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ความจริงการทำธุรกิจนั้น สามารถทำได้หลายทาง แต่เราต้องดูว่าเราทำไปแล้วเราคุ้มหรือไม่ และศึกษาหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้
หาความเป็นไปได้ทางการตลาด
- การทำซ้ำ สินค้าอะไรก็ตามที่ทำซ้ำสินค้าเก่า คุณภาพจะดีขึ้นเนื่องจากมีการรู้ถูกรู้ผิดไปแล้วหนึ่งถึงสองครั้ง แต่ต้องพยายามทำการพัฒนาสินค้าตัวนั้นไปด้วย เพราะหากทำซ้ำอยู่ที่เดิมนานๆ อาจจะล่าช้ากว่าคู่แข่งได้
- การขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นของใหม่มากขึ้น และใหญ่ขึ้น เพื่อกระจายตลาดและเข้าร่วมในส่วนแบ่งการตลาดของตลาดใหม่
- การย่อให้เล็กลง สินค้าบางอย่างต้องดูว่าจะทำให้ใหญ่ขึ้น หรือเล็กลง จึงจะเหมาะสมและเป็นที่ต้องการของการตลาดมากกว่ากัน
- นำไปใช้กับงานอื่น สินค้าที่ผลิตจะต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นได้ด้วย
- ขจัดส่วนเกิน โดยควรตัดผลหรือส่วนของการผลิตที่เกินออกที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ออกจากกระบวนการผลิต เนื่องจากจะทำให้เสียเวลาและสิ้นเปลืองต้นทุน
- นำไปจัดใหม่ สินค้าบางอย่างเมื่อรับเข้ามาแล้วอาจจะต้องนำไปจัดหรือดัดแปลงใหม่ เพื่อให้เกิดความสวยงามและสะดวกต่อผู้บริโภค เช่น พวกกลุ่มสินค้าฟ้าสต์ฟู้ดที่มาจากกต่างประเทศ
- สินค้าที่เกี่ยวกับการศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ และสินค้าที่เป็นเรื่องของพลังงาน หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน สินค้าพวกนี้จะเป็นตัวที่เข้ามามีอิทธิพลมากในตลาด
-สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นสินค้าประเภทอำนวยความสะดวก ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มที่ดีต่อไปในอนาคต
เราจะต้องมองให้ออกว่าตลาดที่เราจะขายนั้น เราจะขายให้ใคร และตอบคำถามตัวเองด้วยว่าคนที่ซื้อของเราไปนั้น เขาจะซื้อของเราไปทำไม และของเราดีอย่างไร ?
สินค้าต้องดีและมีคุณภาพ
ตัวอย่างของสินค้าคนไทยที่คนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดีก็คือ ข้าวหอมมะลิ และเครื่องดื่มกระทิงแดง ทำให้คนทั่วโลกเห็นภาพว่าคนไทยเป็นคนอดทน ดังนั้นเมื่อเราจะทำสินค้าของเราเองให้ดีก็จะประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้
-วัตถุดิบดี ต้องดี และสามารถหาได้ในท้องถิ่น ผู้ประกอบการต้องใช้ให้เป็น
-ผู้ผลิตต้องชำนาญกับวัตถุดิบและเครื่องมือการผลิตเป็นอย่างดี
การเดินทางของธุรกิจ
แผนภูมิแสดงการเติบโตของธุรกิจ
ระยะที่ 1 เมื่อเราเริ่มผลิตสินค้าใหม่
เป็นการเปิดตลาดใหม่และแนะนำสินค้าตัวใหม่ ซึ่งอาจจะได้รับการตอบรับด้วยดี และไม่ดี ถ้าการตอบรับไม่ดีอาจมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงยากของคนไทย
ระยะที่ 2 ตลาดเริ่มรู้จักและเริ่มขายดี
ช่วงนี้ต้องคิดเปลี่ยนสินค้าให้เป็นแบบใหม่ เพราะฉะนั้นสินค้าท่านจะตายไปจากตลาด แต่ก็จะมีปัญหาอยู่บ้าง เช่น
-ผู้บริโภคไม่คุ้นเคย ผลิตภัณฑ์ใหม่บริสุทธิ์ ไม่มีใครเคยทำ จะทำให้เปลี่ยนนิสัยผู้บริโภคให้มารับของใหม่ได้ยาก เช่น สินค้าใหม่ที่กำลังมาแรงอยู่ในประเทศไทยเราในขณะนี้คือ สินค้าระบบ BIO TECNOLOGY สินค้าประเภทนี้ทำให้คนบางกลุ่มที่ไม่เข้าใจเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าที่จะซื้อมาบริโภค
-บางครั้งสินค้าที่เป็นของเก่ามาจากที่อื่นอาจจะเป็นของใหม่ในท้องที่ หรือในตลาดที่เรา กำลังทำอยู่ ดังนั้นเราจึงสามารถนำสินค้าเหล่านี้มาเปิดตลาดใหม่ในตลาดท้องถิ่นได้ แต่ก็จะเกิดปัญหาในเรื่องการทำให้คนในท้องถิ่นยอมรับในสินค้าตัวนั้น
สาเหตุที่ต้องมีผลิตภัณฑ์ใหม่
การที่เราทำธุรกิจและต้องผลิตผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใหม่ออกมาเรื่อยๆ ก็เนื่องจาก
-เพื่อความเติบโตทางธุรกิจ
-เพื่อความเป็นผู้นำ
-เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค
-เพื่อขยายกิจการแนวใหม่
-เพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อต่อ 1 ครั้งของผู้บริโภค (รักษาลูกค้าเอาไว้กับเรานานๆ )
แหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ใหม่
สำหรับข้อมูลที่จะทำให้เราทราบว่า เราควรจะผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาในรูปแบบใด
-หน่วยงานวิจัยในองค์กร
-ใช้โอกาสจากการไปดูงานในที่ต่างๆ
-คำติชมจากลูกค้า
-คู่แข่งขัน เมื่อคู่แข่งออกสินค้าตัวใหม่มา เราต้องพัฒนาให้ล้ำหน้าคู่แข่ง
-สินค้าที่นิยมบริโภคในท้องถิ่นนั้นๆ
-สินค้านำเข้าส่งออกระหว่างประเทศ
-นิตยสาร , วารสาร , หนังสือพิมพ์
-งานนิทรรศการ
-วัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีมากจนบางครั้งมองว่าไม่มีค่า
ทำไมผลิตภัณฑ์ใหม่จึงล้มเหลว
เมื่อเราออกผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสู่ตลาดใหม่แล้ว โอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ น่าจะมีสาเหตุมาจาก
-วิเคราะห์ตลาดไม่เพียงพอ
-ขาดประสบการณ์ ดังนั้นจึงต้องศึกษาตลาดและตัวอย่างจากบริษัทอื่นที่ไม่ประสบความสำเร็จ
-นำสินค้าออกวางตลาดผิดช่วง หรือผิดฤดูกาล
-โฆษณา/ประชาสัมพันธ์ไปถึงผู้บริโภคผิดกลุ่มเป้าหมาย
-กลุ่มเป้าหมายไม่เข้าใจความหมายและคอนเซ็ปต์ในตัวสินค้า อาจเนื่องมาจากใช้คำที่ยากเกินกว่าความเข้าใจของผู้บริโภค
-ชื่อเสียงของบริษัทไม่ดีหรือมีภาพจน์เสียหาย
-ร้านค้าไม่สนับสนุนหรือไม่เชียร์
-มีจุดอ่อนในระบบการจัดจำหน่าย ไม่มีการตรวจสอบพื้นที่
-สินค้ามีข้อบกพร่อง
-คู่แข่งทางการตลาดต่อต้าน
-แนวโน้มตลาดกำลังเปลี่ยนหรือตกต่ำ
-มีข้อขัดแย้งกับสื่อมวลชน
-ขัดแย้งกับประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่น
SMEs จำเป็นต้องทำโครงการ
การที่ผู้ประกอบการ SMEs จะประสบความสำเร็จนั้น จะต้องมีการเขียนโครงการขึ้นมา เพื่อใช้ประกอบการบริหารธุรกิจ หรือถ้าจำเป็นต้องมีการกู้ยืมเงินลงทุนจากแหล่งเงินทุน ตัวโครงการนี้จะช่วยทำให้ท่านสามารถกู้ยืมเงินได้ง่ายขึ้นเนื่องจากโครงการจะเป็นตัวที่แสดงให้เห็นว่าท่านมีการทำงานเป็นระบบ และจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการบริหารธุรกิจได้
ข้อกำหนดการทำโครงการ
ประกอบด้วย
-มีวัตถุประสงค์
-มีเวลาทำงาน
-มีกำนดระยะเวลาที่แน่นอนที่จะบรรลุวัตถุประสงค์
การทำโครงการที่ดี
ต้องไม่เป็นโครงการที่เพ้อฝัน
ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของทรัพยากรที่มีอยู่หรือที่จะหามาได้
ต้องกำหนดแน่ชัดและกำหนดเป็นตัวเลขได้
ต้องไม่มีวัตถุประสงค์มากเกินไป
ระยะของโครงการ
ประกอบด้วยระยะต่างๆ ดังนี้
-ระยะเตรียมการลงทุน เป็นระยะก่อนการลงทุน นำข้อมูลมาคิด เขียน และตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ
-ระยะบริหารโครงการ หรือหาเงินทุนในการบริหารโครงการ
-ระยะทำการผลิตให้ออกมาเป็นสินค้า
สมมุติว่ามีเงิน 1 ก้อน สิ่งที่เราจะต้องจ่ายเป็นต้นทุนก็คือ
1.ที่ดิน 2. ค่าก่อสร้าง 3. ค่าวัตถุดิบ 4. ค่าแรงพนักงาน 5. ค่าโฆษณา 6. ค่าบริหารสำนักงาน 7.ค่ารับรอง / เอ็นเตอร์เทน 8. ค่าโสหุ้ย ฯ เพราะฉะนั้นท่านจะต้องผลิตและขายสินค้าให้ได้ถึงระยะคุ้มทุนเนื่องจาก ในสินค้า 1 ตัวเมื่อผลิตออกมาแล้วจะมีระยะเวลาคุ้มทุนของมันเองอยู่ เช่น เมื่อเราผลิต 10 ชิ้นอาจจะยังไม่คุ้มทุน แต่จุดคุ้มทุนอาจจะอยู่ที่ 15 ชิ้น
คำถามที่ผู้เขียนโครงการจะถูกถามเมื่อทำเรื่องกู้
จะกู้เท่าไหร่ = ต้องตอบให้ชัดเจนแน่นอน
เงินจำนวนที่กู้ไปนี้คุณจะขายสินค้าได้เท่าไหร่ = ยอดขายปีแรกต้องมากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินลงทุน
คุณมีกำไรหรือไม่ = ต้องตอบว่ามีกำไรพร้อมจ่ายดอกเบี้ย
ก่อนหน้านี้คุณทำอะไรมา = ให้ตอบประสบการณ์ที่เคยทำมาอย่างชัดเจน
ท่านต้องตอบคำถามพวกนี้ให้ได้อย่างฉะฉานเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับธนาคารหรือผู้ให้กู้ และเมื่อท่านกู้เงินได้แล้ว สิ่งที่ท่านจะต้องทำต่อไปก็คือการตั้งใจบริหารธุรกิจตามระบบของโครงการที่ตั้งไว้อย่างเต็มที่ เริ่มต้นเพียงเท่านี้ท่านก็จะเป็น SMEs ที่สามารถสร้างงาน กระจายรายได้ และช่วย ประหยัดเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากมีการผลิตภายในเพื่อทดแทนการนำเข้า และจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป.
ที่มา : สรุปจากการบรรยายของ คุณมาณพ ชิวธนาสุนทร ผู้เชี่ยวชาญกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในงาน SMEs แฟร์ 14 สิงหาคม 2543
--วารสารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2544--
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น